อธิบาย NPU


NPU MODEL
NPU MODEL  คือ การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน โดยใช้วิจัยเป็นฐาน
N = Planning
P = Generating
U = producing
N = Planning  คือ การวางแผน ส่วนนี้คือ creativity (ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดใหม่ๆที่ทำให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์เดียวกันได้หลายๆวิธี และสามารถทำประโยชน์ที่มีคุณค่าแก่งานได้ที่เป็น planning  เขียนเป็นปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ และจุดหมายของหลักสูตร


ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) วิจารณ์ พานิช (2555: 16-21) ได้กล่าวถึงทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ดังนี้
สาระ วิชาก็มีความสำคัญ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการเรียนรู้เพื่อมีชีวิตในโลกยุคศตวรรษที่ ๒๑ ปัจจุบันการเรียนรู้สาระวิชา (content หรือ subject matter) ควรเป็นการเรียนจากการค้นคว้าเองของศิษย์ โดยครูช่วยแนะนำ และช่วยออกแบบกิจกรรมที่ช่วยให้นักเรียนแต่ละคนสามารถประเมินความก้าวหน้า ของการเรียนรู้ของตนเองได้  

การศึกษาในศตวรรษที่ 21 คือ 3R x 8C
     3R  ได้แก่
 -  Reading (อ่านออก)
-  (W) Riting (เขียนได้) 
-  (A) Rithmetics (คิดเลขเป็น)

8C คือ
·          Critical Thinking and Problem Solving : มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และแก้ไขปัญหาได้
·          Creativity and Innovation : คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิงนวัตกรรม
·          Collaboration Teamwork and Leadership : ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ
·          Communication Information and Media Literacy : ทักษะในการสื่อสาร และการรู้เท่าทันสื่อ
·          Cross-cultural Understanding : ความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม กระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม
·          Computing and ICT Literacy : ทักษะ การใช้คอมพิวเตอร์ และการรู้เท่าทันเทคโนโลยี ซึ่งเยาวชนในยุคปัจจุบันมีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีอย่างมาก หรือเป็น Native Digital ส่วนคนรุ่นเก่าหรือผู้สูงอายุเปรียบเสมือนเป็น Immigrant Digital แต่เราต้องไม่อายที่จะเรียนรู้แม้ว่าจะสูงอายุแล้วก็ตาม
·          Career and Learning Skills : ทักษะทางอาชีพ และการเรียนรู้
·          Compassion : มี คุณธรรม มีเมตตา กรุณา มีระเบียบวินัย ซึ่งเป็นคุณลักษณะพื้นฐานสำคัญของทักษะขั้นต้นทั้งหมด และเป็นคุณลักษณะที่เด็กไทยจำเป็นต้องมี


นายแพทย์วิจารณ์ พานิช 


ต้อง เรียนรู้’ แบบไหน และ อีกแค่ไหน จึง เปลี่ยนแปลง

  • ไม่ใช่แค่พ่อแม่และครูที่ อิน’ กับการศึกษา แต่รวมหมดตั้งแต่ลุงป้าน้าอาและคนที่ไม่มีลูก ทั้งหมดนี้สะท้อนอะไร หรือการศึกษาไทยถึงทางตัน?
  • Transformative Learning’ หรือ การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง’ เครื่องมือหนึ่งที่ช่วยเปลี่ยนการเรียนรู้ ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างครูในฐานะ คุณอำนวย’ (facilitator) กับผู้รับ และวิธีการเรียนที่ไม่ใช่ถ่ายโอนความรู้เป็นก้อนๆ แต่ต้องมาจากการลงมือทำ ประสบการณ์จริง และได้ใคร่ครวญคิดไตร่ตรอง
  • ยาแก้อาการเรียนแบบสั่งสอน เม็ดที่หนึ่งคือการคืน ศักดิ์ศรีครู
ประเด็นการศึกษาขณะนี้ ไม่ใช่แค่นักการศึกษา แต่พ่อแม่ทุกวันนี้ตื่นตัวกับประเด็นการศึกษามาก กล่าวได้หรือไม่ว่าเป็นความอึดอัดคับข้องร่วม ที่ทุกคนเห็นว่ารอต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ต้องเร่งแก้ไข
ตามความเข้าใจของผม ระบบการศึกษาโลกยึดแนวทางที่เรียกว่าการถ่ายทอดความรู้ สิ่งที่เรียกว่าความรู้นั้นเป็นก้อนๆ อยู่ในตำรา อยู่ในผู้รู้ หลังๆ อยู่ในอินเทอร์เน็ต ฉะนั้นการศึกษาจึงเป็นการเอาความรู้ส่วนนั้นถ่ายไปใส่ตัวบุคคล เด็กก็รับความรู้มาเป็นก้อนๆ ใส่เข้าไว้ในสมองตัวเอง
ความรู้บางเรื่องเป็นทักษะที่ต้องฝึก เช่น การขี่จักรยาน อย่างพวกผมเรียนหมอ ความรู้หลายอย่างเป็นทักษะ เช่น จะไปตรวจโรค ต้องฝึกคลำ คลำตับยังไง คลำม้ามยังไง ฟังเสียงหัวใจยังไง ฟังเสียงปอดยังไง พวกนี้เป็นทักษะจึงต้องฝึก แต่ความรู้หลายเรื่องเป็นเรื่องทางจิตใจ จิตวิญญาณ ต้องหาทางให้ซึมลึกเข้าไปข้างใน ทั้งหมดนี้ถือเป็นการถ่ายทอด นั่นคือวิธีคิดเก่าเรื่อยมาจนถึงประมาณยี่สิบถึงสามสิบปีให้หลังมานี้ที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง กระทั่งประเทศก้าวหน้า ประเทศที่มีเรตติ้งทางการศึกษาสูง เขาเปลี่ยนไปหมดแล้ว ประเทศเรานี่ยังไม่เปลี่ยน อเมริกาหรืออังกฤษก็ยังไม่ค่อยเปลี่ยน มีแต่บางโรงเรียนที่เปลี่ยน บ้านเราก็มีหลายร้อยโรงที่เปลี่ยน แต่อีกกว่าสามหมื่นโรงนี้ไม่เปลี่ยน รวมทั้งการบริหารงานของกระทรวงศึกษาก็ยังไม่เปลี่ยน
เปลี่ยนอย่างไร?
เปลี่ยนจากคอนเซ็ปท์ ความรู้เป็นก้อนๆ แล้วถ่ายมาให้คนเรียน” หมายความว่าความรู้นี้เป็นนามธรรม ที่อยู่ในตัวคนเรียน ก่อเกิดขึ้นภายในตัว และจึงขยายตัว เชื่อมโยง ลึกและชัดเจนขึ้นภายในตัว อันนี้เรียกว่า constructivism (การสร้างความรู้โดยผู้เรียน)
การเรียนจึงไม่ใช่การถ่ายทอดความรู้ เป็นการสร้างบรรยากาศ
 สร้างพื้นที่ให้เด็กได้ทำกิจกรรม แล้วเกิดการไตร่ตรองสะท้อน
คิด (reflect) ว่าความรู้คืออะไร โยงกับสิ่งที่มีคนอธิบายไว้แล้ว
ซึ่งก็คือทฤษฎีอย่างไร

สรุปแล้วคนเรียนเป็นผู้สร้างทฤษฎีด้วยตัวเอง แล้วค่อยเอาไปเทียบกับทฤษฎีที่มีคนคิดไว้ก่อนแล้ว แบบนั้นก็จะรู้ว่าทฤษฎีก่อนหน้านี้ไม่ดีเท่าไร อย่างน้อยๆ ก็ในบริบทที่ตัวเจอ เท่ากับว่าคนเรียนกล้าที่จะสร้างทฤษฎีขึ้นมาด้วย
การเรียนแบบเก่า มีปัญหาอย่างไร
เปรียบเทียบกับการเรียนแบบเก่าที่เป็นเรื่องภายในของแต่ละคน เป็นวิธีคิด เป็นทฤษฎี เพราะฉะนั้นห้องเรียนต้องเงียบๆ เด็กๆ ต้องคิดอยู่กับตัวเอง ซึ่งมีทั้งถูกและผิดนะครับ แต่การเรียนสมัยใหม่ที่ว่าเปลี่ยนหรือดีกว่า คือการเรียนเป็นกลุ่ม เรียนโดยการฟังคนอื่นด้วย ฟังข้อคิดเห็นที่เราเองไม่ได้คิดเหมือนกัน คือเรียนความแตกต่าง เรียนให้รู้ว่าไปเจอประสบการณ์เรื่องหนึ่ง ทำกิจกรรมร่วมกัน เราตีความอย่างนี้ แต่เพื่อนตีความต่างกัน บางทีตรงกันข้าม บางทีคล้ายๆ กันแต่มีบางมุมที่ไม่เหมือน พอเรียนแบบนี้เข้า เด็กหรือผู้เรียนรวมทั้งเราด้วย ก็จะเข้าใจว่าเรื่องแบบนี้มันไม่ใช่วิธีเดียว มันมีหลายมิติ มิติความลึก มิติความเชื่อมโยง

สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความรู้ความเข้าใจแล้ว แต่คือความเคารพคนอื่น ฟังคนอื่นเป็น อันนี้เป็นการเรียนอีกอย่างซึ่งไม่เกิดขึ้นในห้องเรียนเงียบๆ และฟังครูสอน แต่คือคอนเซ็ปท์ที่เรียกว่า 21st century skills (ทักษะในศตวรรษที่ 21)  ซึ่งมีทักษะหลากหลาย ทักษะที่หลากหลายนี้สอนไม่ได้ แต่สร้างพื้นที่ สร้างกิจกรรมให้เด็กได้ทำแล้วก็เรียนรู้ได้ด้วยตัวอย่างที่ว่าไป การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ฟังเพื่อนเป็น แต่โดยธรรมชาติ ถ้าไม่ระวัง เราจะฟังแต่สิ่งที่เราอยากฟัง เพราะมันตรงใจเรา อันไหนไม่ตรงใจเราจะไม่ได้ยิน ไม่ได้แกล้งด้วย แต่ไม่ได้ยินจริงๆ
แต่การเรียนสมัยใหม่ทำให้คนใจกว้าง เพราะถ้าเรียนแบบ รับ’ และ ถ่ายทอดความรู้’ เราจะใจแคบ แต่เมื่อไรที่ได้เรียนแบบสมัยใหม่ เรียนด้วยหลักปฏิบัติ ได้คุยไตร่ตรองสะท้อนคิดร่วมกัน ด้วยการฟังคนอื่นด้วย เราจะได้ความรู้มิติอื่นๆ
ไม่ใช่แค่นักการศึกษา แต่พ่อแม่ทุกวันนี้ตื่นตัวกับประเด็นการศึกษามาก?
อย่างที่บอกไป เราถูกกำกับโดยประสบการณ์ตรงของเราให้เชื่อว่าการศึกษาคือการรับและถ่ายทอดความรู้ ฉะนั้น ทุกคนในบ้านเมืองสมัยนี้ต้องเข้าใจว่า คอนเซ็ปท์เรื่องการศึกษาได้เปลี่ยนไปแล้วโดยสิ้นเชิง พูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่าการถ่ายทอดความรู้เป็นสิ่งที่ไม่พึงทำนะ เพียงแต่มันไม่พอและมีจุดอ่อนในตัวเอง มันไม่ได้ขีดความสามารถ (competency) อย่างที่คนสมัยใหม่ต้องการ competency ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการอยู่กับการเปลี่ยนแปลง อยู่กับสิ่งที่ไม่ชัดเจน อยู่กับสิ่งที่มองได้หลายมุม
สมัยผมเด็กๆ อยู่บ้านนอก ในใจเราคิดว่ารอบตัวเรา กี่ปีกี่ชาติก็ยังแบบนี้ หลังบ้านคือท้องนา เลยไปหน่อยคือคลอง ผมมาอยู่กรุงเทพฯ ปี 2500 เราก็คิดว่ากรุงเทพฯ มีเท่านี้ ข้างถนนเป็นคลองคูน้ำเน่า เราคิดว่ามันจะอยู่แบบนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์ ไม่เคยคิดเลยว่ากรุงเทพฯ จะเปลี่ยนแปลงขนาดนี้ เห็นมั้ยโลกมันเปลี่ยนแปลง การศึกษาสมัยเก่าเป็นการศึกษาเพื่อโลกที่ไม่เปลี่ยนแปลง นี่คือหลัก
ปัจจัยอะไรที่ทำให้เด็กกล้ายกมือถาม ยินยอมรับฟังความเห็นต่างจากเพื่อนในห้อง
ต้องกังวลฝั่งครู เพราะครูโตมากับวิธีเรียนแบบเดิม ที่ร้ายคือว่า ครูของครู ฝึกเขามาแบบนี้ จริงๆ แล้วในประเทศที่การศึกษาดี โรงเรียนฝึกหัดครูเขาเปลี่ยนหลักสูตรเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว
ขณะนี้สกิลครูไม่ใช่ didactic หรือผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่เป็น
dialogic สานเสวนา หัวใจสำคัญที่สุดในทักษะครู คือมองให้
ทะลุเข้าไปในหัวเด็ก นี่คือทักษะที่สำคัญ พ่อแม่ด้วย

ทีนี้จะมองทะลุเข้าไปในหัวของเด็ก จริงๆ ไม่ใช่การมอง แต่คือเข้าใจ จะเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหัวเด็ก ก็ต้องคุยกับเขา ต้องฟัง ต้องถามในภาษาของเขา และต้องเลิกเชื่อทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (ฌอง เพียเจต์ นักจิตวิทยาชาวสวิตเซอร์แลนด์) ที่บอกว่าเด็กคิดไม่เป็น ไม่มี abstraction หรือคิดเป็นนามธรรมไม่ได้  เด็กไม่เข้าใจเรื่องคุณธรรมจริยธรรม แต่เพราะเพียเจต์ยิ่งใหญ่มาก คนเลยเชื่อถือทฤษฎีของเขาอยู่ถึงทุกวันนี้ แนวคิดของเขาหลายเรื่องใช้ได้ แต่ต้องให้รู้ว่าอันนี้ใช้ไม่ได้ เป็นการผิดแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
ส่วนพ่อแม่ ก็ต้องคุยกับลูก ฟังลูก ตั้งคำถามบางอย่างเพื่อให้เด็กตอบ แล้วเราก็ตีความว่าในสมองเขากำลังคิดอะไร เขากำลังคิดอะไร ทำความเข้าใจเรื่องอะไร แล้วก็อย่าไปบอกว่าอันนี้ผิด แต่หาทางให้เขาเจออะไรบางอย่างแล้วก็ตีความไปเรื่อยๆ นั่นคือ Transformative Learning คือการเรียนจากประสบการณ์ตรง ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิดอย่างจริงจัง การไตร่ตรองจะเกิดขึ้นไม่ยากถ้ามีคนช่วยตั้งคำถาม และฟังด้วย ฟังและตั้งคำถามต่อ เด็กจะค่อยๆ เข้าใจว่าเป็นแบบนี้
P = Generating  คือ การออกแบบและจัดหลักสูตร(design&organize) 
Creativity=generating การทำให้หลักสูตรให้ปรากฎหรือมีขึ้น กรณีนี้อาจเขียนเป็น
course syllabus (ประมวลรายวิชา) เขียนเป็นสาระในหลักสูตร วิชาบังคับ วิชาเลือกความรู้ 
และทักษะสมรรถนะเมื่อจบหลักสูตร

ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย
การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดถึง ๕ ปี*บนพื้นฐาน การอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ ที่สนองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ตาม ศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคม-วัฒนธรรม ที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเองและสังคม
หลักการ
เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการ ตลอดจน การเรียนรู้อย่างเหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้เลี้ยงดู หรือบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาเด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้าน อย่างสมดุลและเต็มตามศักยภาพ โดยกำหนดหลักการ ดังนี้
ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกประเภท
ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย
พัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นและกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัย
จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข
ประสานความร่วมมือระหว่างครอบครัว ชุมชน และสถานศึกษาในการพัฒนาเด็ก

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี จัดขึ้นสำหรับพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็ก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการอบรมเลี้ยงดูและจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างเหมาะสมกับเด็กเป็นรายบุคคล
จุดหมาย
การพัฒนาเด็กอายุต่ำกว่า ๓ ปี มุ่งส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาที่เหมาะสมกับวัย ความสามารถ ความสนใจ และความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อให้เด็กมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ดังนี้
ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขภาพดี
ใช้อวัยวะของร่างกายได้คล่องแคล่วประสานสัมพันธ์กัน
มีความสุขและแสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับวัย
รับรู้และสร้างปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว
ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย
สื่อความหมายและใช้ภาษาได้เหมาะสมกับวัย
สนใจเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว
U = producing การประเมินผลหลักสูตร(evaluaton) เขียนเป็นระดับคุณภาพตามSOLO Taxonomy
    ·       ได้๑คะแนนมีความรู้ในเนื้อหาขั้นเลียนแบบ
    ·       ได้๒คะแนนมี๑+มีทักษะจากการใช้ความรู้ฝึกฝนขั้นประยุกต์
    ·       ได้๓คะแนนต้องมี๑และ๒_ขั้นสร้างสรรค์


การกำหนดระดับคุณภาพผลการเรียนรู้ : SOLO Taxonomy
ประกอบด้วยระดับความเข้าใจ 5 ระดับ ดังนี้
1.     Pre-structural (ระดับโครงสร้างขั้นพื้นฐาน) คือ ในระดับนี้ผู้เรียนจะยังคงไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายที่แท้จริง และยังคงใช้วิธีการง่ายๆในการทำความเข้าใจสาระเนื้อหา เช่น ผู้เรียนรับทราบแต่ยังคงพลาดประเด็นที่สำคัญ
2.     Uni-structural (ระดับมุมมองเดียว) คือ การตอบสนองของผู้เรียนจะมุ่งไปที่มุมมองที่เกี่ยวข้องเพียงมุมมองเดียว เช่น สามารถระบุชื่อได้ จำได้ และทำตามคำสั่งง่ายๆได้
3.     Multi-structural (ระดับหลายมุมมอง) คือ การตอบสนองของผู้เรียนจะมุ่งเน้นไปที่หลายๆมุมมองโดยการปฏิบัติต่อผู้เรียนจะเป็นไปอย่างอิสระ เช่น สามารถอธิบายได้ ยกตัวอย่างได้ หรืออาจเชื่อมโยงได้
4.     Relational (ระดับเห็นความสัมพันธ์) คือ การบูรณาการความสัมพันธ์ต่างๆเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน เช่น ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ระบุความแตกต่าง แสดงความสัมพันธ์ อธิบายเชิงเหตุผล และ/หรือนำไปใช้ได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น