หลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนอนุบาลสกลนคร

โรงเรียนอนุบาลสกลนคร
ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย
การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง  5  ปี*  บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้  ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการของเด็กแต่ละคนตามศักยภาพ  ภายใต้บริบทสังคม วัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่  ด้วยความรักความเอื้ออาทร  และความเข้าใจของทุกคน  เพื่อสร้างรากฐาน  คุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  เกิดคุณค่าต่อ
ตนเองและสังคม
* 5  ปี  หมายถึง  อายุ  5  ปี  11  เดือน  29  วัน

วิสัยทัศน์การศึกษาปฐมวัย

          เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการพัฒนา  ที่เหมาะสมเพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพเรียนรู้อย่างมีความสุข  และพัฒนาอย่างรอบด้าน  สมดุลย์เต็มตามศักยภาพจัดกิจกรรมสร้างเสริมประสบการณ์  โดยเน้นพหุภาคี  เช่นผู้ปกครอง  ชุมชน  โดยคำนึงถึงการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม  และใช้กิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่นให้เกิดการเรียนรู้  จากสิ่ง 1 แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย

ภารกิจของการจัดการศึกษาปฐมวัย

1.      จัดบริเวณโรงเรียน  อาคารเรียน  อาคารประกอบ  ห้องเรียนสะอาดสวยงามเอื้อต่อการเรียนรู้  โรงเรียนน่าดู  น่าอยู่  น่าเรียน
2.      สำรวจ  จัดหาแหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกโรงเรียน
3.      สร้างความตระหนักและส่งเสริมให้ครูพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าและพากเพียรทำการสอนอยู่เสมอ
4.      โรงเรียนจัดหา  วัสดุครุภัณฑ์  อุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนการสอน
5.      จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ  จัดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย  นักเรียนได้รับการพัฒนาตามเกณฑ์มาตรฐานการเรียนรู้เต็มตามศักยภาพ
6.      ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น  และให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียน
7.      จัดหาสื่อการเรียนการสอนและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระวิชา
8.      ปลูกจิตสำนึกค่านิยมให้นักเรียนเห็นพิษภัยและห่างไกลยาเสพติดทุกชนิด

เป้าหมายการศึกษาปฐมวัย

1.      เด็กทุกคนมีพัฒนาการรอบด้านเหมาะสมกับวัยและศักยภาพของแต่ละคน
2.      เด็กทุกคนได้รับการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมทั้งด้านร่างกาย  สังคม  อารมณ์ จิตใจ  และสติปัญญา
3.      เด็กทุกคนมีความภาคภูมิใจในท้องถิ่น  และศรัทธาในความเป็นไทย
4.      เด็กทุกคนมีนิสัยสนใจ  และแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ
5.      ครูผู้สอนทุกคนจัดกระบวนการเรียนการเรียนรู้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย  เน้นให้เด็กปฏิบัติจริง
6.      โรงเรียนมีระบบการนิเทศที่มีประสิทธิภาพ
7.      ผู้ปกครอง  ชุมชนให้ความร่วมมือในการจัดการศึกษาของโรงเรียนเป็นอย่างดี
ความสำคัญ
การจัดประสบการณ์  และการอบรมเลี้ยงดูเด็กในวัย  3 – 6  ปี  จะมีผลไปตลอดชีวิต  หากเด็กได้รับการดูแลที่ดี ได้รับความรัก  ความอบอุ่น  จะทำให้เด็กเป็นคนสดชื่น  แจ่มใส  มองโลกในแง่ดี  รู้จักรักคนอื่น  การพัฒนาเด็กปฐมวัย  จึงเป็นเรื่องสำคัญ  โดยมุ่งเสริมสร้าง  พัฒนาการเด็กทุกด้านให้เจริญและพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ  มีคุณธรรม  จริยธรรม  มีความพร้อมในการเรียนรู้ทักษะที่จัด  โดยเน้นเด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้  ด้วยความร่วมมือทั้งโรงเรียน  ครอบครัว  ชุมชน  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ภาครัฐ  เอกชน

คุณภาพของผู้เรียน

          เมื่อจบการศึกษาในระดับปฐมวัยแล้ว  ผู้เรียนจะมีร่างกายที่แข็งแรง  และเจริญเติบโตตามวัย  มีสุขนิสัยที่ดี  สุขภาพจิตดี  ใช้กล้ามเนื้อใหญ่  กล้ามเนื้อเล็กได้อย่างคล่องแคล่ว  ช่วยตนเองได้ดี  เป็นผู้มีคุณธรรม  จริยธรรม  จิตใจดีงาม  รักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมวัมนธรรมในท้องถิ่น  ตลอดจนมีความคิดจินตนาการ  แก้ปัญหาได้เหมาะสมกับวัย  รักการออกกำลังกาย  และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข  เป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบประชาธิปไตย  อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
สำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ  3 – 5  ปีเป้นการจัดการศึกษาในลักษณะของการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษา  เด็กจะได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย  อารมณ์  จิตใจ  สังคม  และสติปัญญา  ตามวัยและความสามารถของแต่ละบุคคล
จุดหมาย
          หลักสูตรการศึกษาปบมวัยสำหรับเด็กอายุ  3 – 5 ปี  มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการด้านร่างกาย  อารมณ์  จิตใจ  สังคม  และสติปัญญา  ที่เหมาะสมกับวัย  ความสามารถและความแตกต่างระหว่างบุคคล  จึงกำหนดจุดหมายซึ่งถือเป็นมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์  ดังนี้
1.      ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย  และมีสุขนิสัยที่ดี
2.      กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรง  ใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน
3.      มีสุขภาพจิตดี  และมีความสุข
4.      มีคุณธรรม  จริยธรรม  และมีจิตใจที่ดีงาม
5.      ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ  ดนตรี  การเคลื่อนไหว  และรักการออกกำลังกาย
6.      ช่วยเหลือตนเองได้เหมาะสมกับวัย
7.      รักธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อม  วัฒนธรรม  และความเป็นไทย
8.      อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
9.      ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย
10. มีความสามารถในการคิดและการแก้ปัญหาได้เหมาะสมกับวัย
11. มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
12. มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้  และมีทักษะในการแสวงหาความรู้
คุณลักษณะตามวัย
          คุณลักษณะตามวัยเป็นความสามารถตามวัยหรือพัฒนาการตามธรรมชาติเมื่อเด็กมีอายุถึงวัยนั้น ๆ  ผู้สอนจำเป็นต้องทำความเข้าใจคุณลักษณะตามวัยของเด็กอายุ 3 – 5  ปี  เพื่อนำไปพิจารณาจัดประสบการณ์ให้เด็กแต่ละวัยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม  ขณะเดียวกันจะต้องสังเกตเด็กแต่ละคนซึ่งมีความแตกต่างระหว่างบุคคล  เพื่อนำข้อมูลไปช่วยในการพัฒนาเด็กให้เต็มตามความสามารถและศักยภาพ  พัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงอายุอาจเร็วหรือช้ากว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้และการพัฒนาจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง  ถ้าสังเกตพบว่าเด็กไม่มีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนต้องพาเด็กไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์เพื่อช่วยเหลือและแก้ไขได้ทันท่วงที  คุณลักษณะตามวัยที่สำคัญของเด็กอายุ  3 – 5  ปี  มีดังนี้
เด็กอายุ  3  ปี
                   พัฒนาการด้านร่างกาย
-          กระโดดขึ้นลงอยู่กับที่ได้
-          รับลูกบอลด้วยมือและลำตัว
-          เดินขึ้นบันไดสลับเท้าได้
-          เขียนรูปวงกลมตามแบบได้
-          ใช้กรรไกรมือเดียวได้
พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ
-          แสดงอารมณ์ตามความรู้สึก
-          ชอบที่จะทำให้ผู้ใหญ่พอใจและได้คำชม
-          กลัวการพลัดพรากจากผู้เลี้ยงดูใกล้ชิดน้อยลง
พัฒนาการด้านสังคม
-          รับประทานอาหารได้ด้วยตนเอง
-          ชอบเล่นแบบคู่ขนาน (เล่นของเล่นชนิดเดียวกันแต่ต่างคนต่างเล่น)
-          เล่นสมมุติได้
-          รู้จักรอคอย
พัฒนาการด้านสติปัญญา
-          สำรวจสิ่งต่าง ๆที่เหมือนกันและต่างกันได้
-          บอกชื่อของตนเองได้
-          ขอความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา
-          สนทนาโต้ตอบ / เล่าเรื่องด้วยประโยคสั้น ๆ ได้
-          สนใจนิทานและเรื่องราวต่าง ๆ
-          ร้องเพลง  ท่องคำกลอน  คำคล้องจองง่าย ๆและแสดงท่าทางเลียนแบบได้

-          รู้จักใช้คำถาม อะไร
-          สร้างผลงานตามความคิดของตนเองอย่างง่าย ๆ
-          อยากรู้อยากเห็นทุกอย่างรอบตัว

เด็กอายุ  4  ปี
                   พัฒนาการด้านร่างกาย
-          กระโดดขาเดียวอยู่กับที่ได้
-          รับลูกบอลได้ด้วยมือทั้งสอง
-          เดินขึ้นลงบันไดสลับเท้าได้
-          เขียนรูปสี่เหลี่ยมตามแบบได้
-          ตัดกระดาษเป็นเส้นตรงได้
-          กระฉับกระเฉงไม่ชอบอยู่เฉย
พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ
-          แสดงออกทางอารมณ์ได้เหมาะสมกับบางสถานการณ์
-          เริ่มรู้จักชื่นชมความสามารถ  และผลงานของตนเองและผู้อื่น
-          ชอบท้าทายผู้ใหญ่
-          ต้องการให้มีคนฟัง  คนสนใจ
พัฒนาการด้านสังคม
-          แต่งตัวด้วยตนเอง  ไปห้องส้วมได้เอง
-          เล่นร่วมกับผู้อื่นได้
-          รอคอยตามลำดับก่อน หลัง
-          แบ่งของให้คนอื่น
-          เก็บของเล่นเข้าที่ได้
พัฒนาการด้านสติปัญญา
-          จำแนกสิ่งต่าง ๆ ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้าได้
-          บอกชื่อและนามสกุลของตนเองได้
-          พยายามแก้ปัญหาด้วยตนเองหลังจากได้รับคำชี้แนะ
-          สนทนาโต้ตอบ / เล่าเรื่องเป็นประโยคอย่างต่อเนื่อง
-          สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง  โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น
-          รู้จักใช้คำถาม ทำไม
เด็กอายุ  5  ปี
                   พัฒนาการด้านร่างกาย
-          กระโดดขาเดียวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องได้
-          รับลูกบอลที่กระดอนขึ้นจากพื้นได้ด้วยมือทั้งสอง
-          เดินขึ้น  ลงบันไดสลับเท้าได้อย่างคล่องแคล่ว
-          เขียนรูปสามเหลี่ยมตามแบบได้
-          ตัดกระดาษตามแนวเส้นโค้งที่กำหนด
-          ใช้กล้ามเนื้อเล็กได้ดี  เช่นติดกระดุม  ผูกเชือกรองเท้า ฯลฯ
-          ยืดตัว  คล่องแคล่ว
พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ
-          แสดงอารมณ์ได้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างเหมาะสม
-          ชื่นชมความสามารถและผลงานของตนเองและผู้อื่น
-          ยึดตนเองเป็นศูนย์กลางน้อยลง
พัฒนาการด้านสังคม
-          ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเอง
-          เล่นหรือทำงานโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกับผู้อื่นได้
-          พบผู้ใหญ่  รู้จักไหว้  ทำความเคารพ
-          รู้จักขอบคุณ  เมื่อรับของจากผู้ใหญ่
-          รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย
พัฒนาการด้านสติปัญญา
-          บอกความแตกต่างของกลิ่น  สี  เสียง  รส  รูปร่าง  จำแนก  และจัดหมวดหมู่สิ่งของได้
-          บอกชื่อ  นามสกุล  และอายุของตนเองได้
-          พยายามหาวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง
-          สนทนาโต้ตอบ / เล่าเป็นเรื่องราวได้
-          สร้างผลงานตามความคิดของตนเอง  โดยมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นและแปลกใหม่

-          รู้จักใช้คำถาม ทำไม “ “อย่างไร
-          เริ่มเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม
-          นับปากเปล่าได้ถึง  20
ระยะเวลาเรียน
                   ใช้เวลาในการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก  1 – 3  ปีการศึกษาโดยประมาณ  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุของเด็กที่เริ่มเข้าสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
สาระการเรียนรู้
                   สาระการเรียนรู้ใช้เป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้กับเด็ก  เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน  ทั้งด้านร่างกาย  อารมณ์  จิตใจ  สังคม  และสติปัญญา  ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์  ทั้งนี้สาระการเรียนรู้ประกอบด้วย  องค์ความรู้  ทักษะหรือกระบวนการ  และคุณลักษณะหรือค่านิยม  คุณธรรม  จริยธรรม  ความรู้สำหรับเด็กอายุ 3 – 5 ปี  จะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็ก  บุคคลและสถานที่ที่แวดล้อมเด็ก  ธรรมชาติรอบตัว  และสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็กที่เด็กมีโอกาสใกล้ชิดหรือมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันและเป็นสิ่งที่เด็กสนใจ  จะไม่เน้นเนื้อหา  การท่องจำในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทักษะหรือกระบวนการจำเป็นต้องบูรณาการทักษะที่สำคัญและจำเป็นสำหรับเด็ก  เช่น  ทักษะการเคลื่อนไหว  ทักษะทางสังคม  ทักษะการคิด  ทักษะการใช้ภาษา  คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นต้น  ขณะเดียวกันควรปลูกฝังให้เด็กเกิดเจตคติที่ดี  มีค่านิยมที่พึงประสงค์  เช่น  ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น  รักการเรียนรู้  รักธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  และมีคุณธรรม  จริยธรรม  ที่เหมาะสมกับวัย  เป็นต้น
                   ผู้สอนหรือผู้จัดการศึกษา  อาจนำสาระการเรียนรู้มาจัดในลักษณะหน่วยการสอนแบบบูรณาการหรือเลือกใช้วิธีการที่สอดคล้องกับปรัชญาและหลักการจัดการศึกษาปฐมวัย  สาระการเรียนรู้กำหนดเป็น  2  ส่วน  ดังนี้
1.  ประสบการณ์สำคัญ
                   ประสบการณ์สำคัญเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาเด็กทางด้านร่างกาย  อารมณ์  จิตใจ  สังคม  และสติปัญญาช่วยให้เด็กเกิดทักษะที่สำคัญสำหรับการสร้างองค์ความรู้  โดยให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับวัตถุ  สิ่งของ  บุคคลต่าง ๆที่อยู่รอบตัว  รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม  จริยธรรมไปพร้อมกันด้วย  ประสบการณ์สำคัญมีดังนี้
1.1   ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย  ได้แก่
1.1.1       การทรงตัวและการประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อใหญ่
·       การเคลื่อนไหวอยู่กับที่และการเคลื่อนไหวเคลื่อนที่
·       การเคลื่อนไหวพร้อมวัสดุอุปกรณ์
·       การเล่นเครื่องเล่นสนาม
1.1.2       การประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อเล็ก
·       การเล่นเครื่องเล่นสัมผัส
·       การเขียนภาพและการเล่นสี
·       การปั้นและประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆด้วยดินเหนียว  ดินน้ำมัน  แท่งไม้  เศษวัสดุ ฯลฯ
1.1.3       การรักษาสุขภาพ
·       การปฏิบัติตนตามสุขอนามัย
1.1.4       การรักษาความปลอดภัย
·       การรักษาความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นในกิจวัตรประจำวัน
1.2   ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ  ได้แก่
1.2.1       ดนตรี
·       การแสดงปฏิกริยาโต้ตอบเสียงดนตรี
·       การเล่นเครื่องดนตรีง่าย ๆ เช่น  เครื่องดนตรีประเภทเคาะ  ประเภทตี ฯลฯ
·       การร้องเพลง
1.2.2       สุนทรียภาพ
·       การชื่นชมและสร้างสรรค์สิ่งสวยงาม
·       การแสดงออกอย่างสนุกสนานกับเรื่องตลก  ขำขันและเรื่องราว / เหตุการณ์ที่สนุกสนานต่าง ๆ
1.2.3       การเล่น
·       การเล่นอิสระ
·       การเล่นรายบุคคล  การเล่นเป็นกลุ่ม
·       การเล่นในห้องเรียนและนอกห้องเรียน
1.2.4       คุณธรรม  จริยธรรม
·       การปฏิบัติตนตามหลักศาสนาที่นับถือ
1.3   ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม  ได้แก่
การเรียนรู้ทางสังคม
·       การปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของตนเอง
·       การเล่นและการทำงานร่วมกับผู้อื่น
·       การวางแผน  ตัดสินใจเลือก  และลงมือปฏิบัติ
·       การมีโอกาสได้รับรู้ความรู้สึก  ความสนใจ  และความต้องการของตนเองและผู้อื่น
·       การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น
·       การแก้ปัญหาในการเล่น
·       การปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่นที่อาศัยอยู่และความเป็นไทย
1.4   ประสบการณ์สำคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา  ได้แก่
1.4.1       การคิด
·       การรู้จักสิ่งต่าง ๆด้วยการมอง  ฟัง  สัมผัส  ชิมรส  และดมกลิ่น
·       การเลียนแบบการกระทำและเสียงต่าง ๆ
·       การเชื่อมโยง  ภาพถ่าย  และรูปแบบต่าง ๆ กับสิ่งของหรือสถานที่จริง
·       การรับรู้และแสดงความรู้สึกผ่านสื่อ  วัสดุ  ของเล่นและผลงาน
·       การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านสื่อ  วัสดุ  ต่าง ๆ
1.4.2       การใช้ภาษา
·       การแสดงความรู้สึกด้วยคำพูด
·       การพูดกับผู้อื่นเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง  หรือเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง
·       การอธิบายเกี่ยวกับสิ่งของ  เหตุการณ์  และความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ
·       การฟังเรื่องราวนิทาน  คำคล้องจอง  คำกลอน
·       การเขียนในหลายรูปแบบผ่านประสบการณ์ที่สื่อความหมายต่อเด็ก  เขียนภาพ  เขียนขีดเขี่ย  เขียนคล้ายตัวอักษร  เขียนเหมือนสัญลักษณ์  เขียนชื่อตนเอง
·       การอ่านในหลายรูปแบบ  ผ่านประสบการณ์ที่สื่อความหมายต่อเด็กอ่านภาพหรือสัญลักษณ์จากหนังสือนิทาน / เรื่องราวที่สนใจ
1.4.3       การสังเกต  การจำแนก  และการเปรียบเทียบ
·       การสำรวจและการอธิบายความเหมือน  ความต่างของสิ่งต่าง ๆ
·       การจับคู่  การจำแนก  และการจัดกลุ่ม
·       การเปรียบเทียบ  เช่น  ยาว / สั้น  ขรุขระ / เรียบ ฯลฯ
·       การเรียงลำดับสิ่งต่าง ๆ
·       การคาดคะเนสิ่งต่าง ๆ
·       การตั้งสมมติฐาน
·       การทดลองสิ่งต่าง ๆ
·       การสืบค้นข้อมูล
·       การใช้หรืออธิบายสิ่งต่าง ๆด้วยวิธีการที่หลากหลาย
1.4.4       จำนวน
·       การเปรียบเทียบจำนวน  มากกว่า  น้อยกว่า  เท่ากัน
·       การนับสิ่งต่าง ๆ
·       การจับคู่หนึ่งต่อหนึ่ง
·       การเพิ่มหรือลดของจำนวนหรือปริมาณ
1.4.5       มิติสัมพันธ์ (พื้นที่ / ระยะ )
·       การต่อเข้าด้วยกัน  การแยกออก  การบรรจุและการเทออก
·       การสังเกตสิ่งต่าง ๆและสถานที่จากมุมมองที่ต่าง ๆ กัน
·       การอธิบายในเรื่องตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆที่สัมพันธ์กัน
·       การอธิบายในเรื่องทิศทางการเคลื่อนที่ของคนและสิ่งต่าง ๆ
·       การสื่อความหมายของมิติสัมพันธ์ด้วยการวาดภาพ  ภาพถ่าย  และรูปภาพ
1.4.6       เวลา
·       การเริ่มต้นและการหยุดการกระทำโดยสัญญาณ
·       การเปรียบเทียบเวลา  เช่นตอนเช้า  ตอนเย็น  เมื่อวานนี้  พรุ่งนี้ ฯลฯ
·       การเรียงลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ
·       การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของฤดู
2.       สาระที่ควรเรียนรู้
สาระที่ควรเรียนรู้  เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กที่นำมาเป็นสื่อในการจัดกิจกรรมให้เด็กเกิด
การเรียนรู้  ไม่เน้นการท่องจำเนื้อหา  ผู้สอนสามารถกำหนดรายละเอียดขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัย  ความต้องการ  และความสนใจของเด็ก  โดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์สำคัญที่ระบุไว้ข้างต้น  ทั้งนี้อาจยืดหยุ่นเนื้อหาได้  โดยคำนึงถึงประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงของเด็ก  สาระที่เด็กอายุ 3 – 5  ปี  ควรเรียนรู้  มีดังนี้
1.      เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก  เด็กควรรู้จักชื่อ  นามสกุล  รูปร่าง  หน้าตา  รู้จักอวัยวะ
ต่าง ๆ วิธีรักษาร่างกายให้สะอาด  ปลอดภัย  เรียนรู้ที่จะเล่นและทำสิ่งต่าง ๆด้วยตนเองคนเดียว  หรือกับผู้อื่น  ตลอดจนเรียนรู้ที่จะแสดงความคิดเห็น  ความรู้สึก  และแสดงมารยาทที่ดี
2.      เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก  เด็กควรได้มีโอกาสรู้จักและรับรู้
เรื่องราวกับครอบครัว  สถานศึกษา  ชุมชน  รวมทั้งบุคคลต่าง ๆที่เด็กต้องเกี่ยวข้อง  หรือมีโอกาสใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวัน
3.      ธรรมชาติรอบตัว  เด็กควรจะได้เรียนรู้สิ่งมีชีวิต  สิ่งไม่มีชีวิต  รวมทั้งความเปลี่ยน
แปลงของโลกที่แวดล้อมเด็กตามธรรมชาติ  เช่นฤดูกาล  กลางวัน  กลางคืน  ฯลฯ
4.  สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก        เด็กควรจะได้รู้จักสี  ขนาด  รูปร่าง  รูปทรง  น้ำหนัก  ผิว
สัมผัสของสิ่งต่าง ๆรอบตัว  สิ่งของเครื่องใช้  ยานพาหนะ  และการสื่อสารต่าง ๆ  ที่ใช้อยู่ในชีวิต
ประจำวัน
การจัดประสบการณ์
                         การจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 –5  ปี  จะไม่จัดเป็นรายวิชาแต่จัดในรูปของกิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่น  เพื่อให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงเกิดความรู้  ทักษะ  คุณธรรม  จริยธรรม  รวมทั้งเกิดการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย  อารมณ์  จิตใจ  สังคม  และสติปัญญา  โดยมีหลักการและแนวทางการจัดประสบการณ์  ดังนี้
1.      หลักการจัดประสบการณ์
1.1   จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็กโดยองค์รวมอย่างต่อเนื่อง
1.2   เน้นเด็กเป็นสำคัญ  สนองความต้องการ  ความสนใจ  ความแตกต่าง  ระหว่าง
บุคคลและบริบทของสังคมที่เด็กอาศัยอยู่
1.3   จัดให้เด็กได้รับการพัฒนาโดยให้ความสำคัญทั้งกับกระบวนการและผลผลิต
1.4   จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่อง  และเป็นส่วนหนึ่ง
ของการจัดประสบการณ์
1.5   ให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก                  
2.      แนวทางการจัดประสบการณ์
2.1   จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการ  คือเหมาะสมกับอายืวุฒิ
ภาวะและระดับพัฒนาการ  เพื่อให้เด็กทุกคนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ
2.2   จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ของเด็กวัยนี้คือเด็กได้ลงมือ
กระทำเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5  ได้เคลื่อนไหว  สำรวจ  เล่น  สังเกต  สืบค้น  ทดลอง   และคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง
2.3   จัดประสบการณ์ในรูปแบบบูรณาการ  คือ  บูรณาการทั้งทักษะและสาระการ
เรียนรู้
2.4   จัดประสบการณ์ให้เด็กได้ริเริ่ม  คิด  วางแผน  ตัดสินใจ  ลงมือกระทำและนำ
เสนอความคิดโดยผู้สอนเป็นผู้สนับสนุน  อำนวยความสะดวกและเรียนรู้ร่วมกับเด็ก
2.5   จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่น  กับผู้ใหญ่ภายใต้สภาพแวดล้อม
ที่เอื้อต่อการเรียนรู้  ในบรรยากาศที่อบอุ่นมีความสุขและเรียนรู้การทำกิจกรรมแบบร่วมมือในลักษณะต่าง ๆ กัน
2.6   จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายและอยู
ในวิถีชีวิตของเด็ก
2.7   จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมลักษณะนิสัยที่ดีและทักษะการใช้ชีวิตประจำวันตลอด
จนสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมให้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
2.8   จัดประสบการณ์ทั้งในลักษณะที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าและแผนที่เกิดขึ้นใน
สภาพจริงโดยไม่ได้คาดการณ์ไว้
2.9   ให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดประสบการณ์  ทั้งการวางแผนการ
สนับสนุนสื่อการสอน  การเข้าร่วมกิจกรรม  และการประเมินพัฒนาการ
2.10          จัดทำสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กและการวิจัยใน
ชั้นเรียน                           
3.      การจัดกิจกรรมประจำวัน
กิจกรรมสำหรับเด็กอายุ  3 – 5  ปี  สามารถนำมาจัดกิจกรรมประจำวันได้หลายรูป
แบบ  เป็นการช่วยให้ทั้งผู้สอนและเด็กทราบว่าแต่ละวันจะทำกิจกรรมอะไร  เมื่อใดและอย่างไร  การจัดกิจกรรมประจำวันมีหลักการจัดและขอบข่ายของกิจกรรมประจำวัน  ดังนี้
          3.1  หลักการจัดกิจกรรมประจำวัน
3.1.1       กำหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของ
เด็กในแต่ละวัน
3.1.2       กิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด  ทั้งในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่  ไม่ควรใช้เวลาต่อ
เนื่องนานเกินกว่า  20  นาที
3.1.3       กิจกรรมที่เด็กมีอิสระเลือกเสรี  เช่นการเล่นตามมุม  การเล่นกลางแจ้ง 
ฯลฯ  ใช้เวลาประมาณ  40 – 60  นาที
3.1.4       กิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรมในห้องและนอกห้อง  กิจกรรมที่
ใช้กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก  กิจกรรมที่เป็นรายบุคคล  กลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่  กิจกรรมที่เด็กเป็นผู้ริเริ่ม  และกิจกรรมที่ใช้กำลังและไม่ใช้กำลัง  จัดให้ครบทุกประเภท  ทั้งนี้กิจกรรมที่ต้องออกกำลังกายควรจัดสลับกับกิจกรรมที่ไม่ต้องออกกำลังมากนัก  เพื่อเด็กจะได้ไม่เหนื่อยเกินไป
          3.2  ขอบข่ายของกิจกรรมประจำวัน  การเลือกกิจกรรมที่จะนำมาจัดในแต่ละวัน 
ต้องให้ครอบคลุมสิ่งต่อไปนี้
3.2.1       การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่  เพื่อให้เด็กพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
ใหญ่  การเคลื่อนไหว  และความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่าง ๆ จึงควรจัดกิจกรรม  โดยให้เด็กได้เล่นอิสระกลางแจ้ง  เล่นเครื่องเล่นสนาม  เคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะดนตรี
3.2.2       การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก  เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
เล็ก  การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือและตา  จึงควรจัดกิจกรรมโดยให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นสัมผัส  เล่นเกมต่อภาพ  ฝึกช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย  หยิบจับช้อนส้อมใช้อุปกรณ์ศิลปะ  เช่น  สีเทียน  กรรไกร  พู่กัน  ดินเหนียว ฯลฯ
3.2.3       การพัฒนาอารมณ์  จิตใจ  และปลูกฝังคุณธรรม  จริยธรรม  เพื่อให้เด็กมี
ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น  มีความเชื่อมั่น  กล้าแสดงออกมีวินัยในตนเอง  รับผิดชอบ  ซื่อสัตย์ประหยัด  เมตตากรุณา  เอื้อเฟื้อ  แบ่งปัน  มีมารยาทและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทยและศาสนาที่นับถือ  จึงควรจัดกิจกรรมต่าง ๆผ่านการเล่นให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือก  ได้รับการตอบสนองตามความต้องการ  ได้ฝึกปฏิบัติโดยสอดแทรกคุณธรรม  จริยธรรม  ตลอดเวลาที่โอกาสเอื้ออำนวย
3.2.4       พัฒนาสังคมนิสัย  เพื่อให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ดี  แสดงออกอย่างเหมาะสม
และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข  ช่วยเหลือตนเองในการทำกิจวัตรประจำวัน  มีนิสัยรักการทำงาน  รู้จักระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น  จึงควรจัดให้เด็กได้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันอย่างสม่ำเสมอ  เช่น รับประทานอาหาร  พักผ่อนนอนหลับ  ขับถ่าย  ทำความสะอาดร่างกาย  เล่นและทำงานร่วมกับผู้อื่น  ปฏิบัติตามกฏกติกาข้อตกลงของส่วนรวม  เก็บของเข้าที่เมื่อเล่นหรือทำงานเสร็จ ฯลฯ
3.2.5       การพัฒนาการคิด  เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความคิดรวบยอดสังเกต  จำแนก 
เปรียบเทียบ  จัดหมวดหมู่  เรียงลำดับเหตุการณ์  แก้ปัญหาจึงควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้สนทนาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  เชิญวิทยากรมาพูดคุยกับเด็ก  ค้นคว้าจากแหล่ง  ข้อมูลต่าง ๆ ทดลอง  ศึกษานอกสถานที่  ประกอบอาหาร  หรือจัดให้เด็กได้เล่นเกมการศึกษาที่เหมาะสมกับวัยอย่างหลากหลาย  ฝึกการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันและในการทำ  กิจกรรมทั้งที่เป็นกลุ่มย่อย  กลุ่มใหญ่  หรือรายบุคคล
3.2.6       การพัฒนาภาษา  เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสใช้ภาษาสื่อสาร  ถ่ายทอด
ความรู้สึก  ความนึกคิด  ความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ที่เด็กมีประสบการณ์  จึงควรจัดกิจกรรมทางภาษาให้มีความหลากหลายในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้  มุ่งปลูกฝังให้เด็กรักการอ่าน  และบุคลากรที่แวดล้อมต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษา  ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงหลักการจัดกิจกรรมทางภาษาที่เหมาะสมกับเด็กเป็นสำคัญ

3.2.7       การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์  เพื่อให้เด็กได้พัฒนาความ
คิดริเริ่มสร้างสรรค์  ได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกและเห็นความสวยงามของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว  โดยใช้กิจกรรมศิลปะและดนตรีเป็นสื่อ   ใช้การเคลื่อนไหวและจังหวะตามจินตนาการ   ให้ประดิษฐ์สิ่ง
ต่าง ๆอย่างอิสระตามความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก  เล่นบทบาทสมมติในมุมเล่นต่าง ๆ เล่นน้ำ เล่นทราย เล่นก่อสร้างสิ่งต่าง ๆ เช่น แท่งไม้  รูปทรงต่างๆ ฯลฯ
การประเมินพัฒนาการ
          การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ  3 – 5  ปี  เป็นการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกาย  อารมณ์  จิตใจ  สังคม  และสติปัญญาของเด็ก  โดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมปกติที่จัดให้เด็กในแต่ละวัน  ทั้งนี้ให้มุ่งนำข้อมูลการประเมินมาพิจารณา  ปรับปรุง  วางแผนการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตามจุดหมายของหลักสูตร  การประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก  ดังนี้
1.      ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้านและนำผลมาพัฒนาเด็ก
2.      ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดปี
3.      สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับการปฏิบัติกิจกรรมประจำวัน
4.      ประเมินอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน เลือกใช้เครื่องมือและจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
5.      ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการหลากหลายเหมาะกับเด็ก  รวมทั้งใช้แหล่งข้อมูลหลาย ๆด้าน ไม่ควรใช้การทดสอบ
สำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3 – 5 ปี  ได้แก่การสังเกตการบันทึกพฤติกรรม  การสนทนา  การสัมภาษณ์  การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมีระบบ

แนวทางการจัดประสบการณ์เรียนรู้
        โรงเรียนอนุบาลสกลนคร  จัดประสบการณ์การเรียนรู้บนความเชื่อที่ว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้เมื่อได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง  จึงยึดหลักการเรียนรู้แบบบูรราการผ่านกิจกรรมการเล่น  กิจกรรมประจำวัน  และกิจวัตรประจำวันที่เด็ก ๆ ปฏิบัติทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนเด็ก ๆจะได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้เคลื่อนไหว  ได้สำรวจ  เล่น  สังเกต  ทดลอง  ลงมือ  ปฏิบัติ  และคิดแก้ปัญหา  เด็ก ๆ จะได้ทำงานตามลำพัง  ทำงานเป็นกลุ่ม  ได้เรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นโดยใช้สื่อ / แหล่งเรียนรู้ที่มีความหลากหลาย  ในบรรยากาศที่อบอุ่น  มีการสอดแทรกคุณธรรม  จริยธรรม  มารยาทไทยที่ดีงาม  เพื่อส่งเสริมคุณลักษณะที่ดีของเด็กไทยและเพื่อให้เด็กๆ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข
        โรงเรียนจัดให้เด็กเรียนรู้ผ่านกิจวัตรประจำวันและกิจกรรมหลัก 6 กิจกรรมดังนี้
กิจวัตรประจำวัน
-          การเข้าแถว  เคารพธงชาติ  สวดมนต์
-          การดื่มนม / การเข้าห้องน้ำ
-          การรับประทานอาหารกลางวัน
-          การนอน / การดูแลเครื่องนอน
-          การล้างหน้า / แปรงฟัน
กิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม
-          กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ
-          กิจกรรมสร้างสรรค์
-          กิจกรรมเสรี
-          กิจกรรมเสริมประสบการณ์
-          กิจกรรมกลางแจ้ง
-          กิจกรรมเกมการศึกษา

กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ
        กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ  เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างอิสระตามจังหวะโดยใช้เสียงเพลง  คำคล้องจอง  เครื่องเคาะจังหวะและอุปกรณ์อื่น ๆ  มาประกอบการเคลื่อนไหว  โดยใช้เสียงเพลง  คำคล้องจอง  เสียงตบมือ  เครื่องเคาะจังหวะ  เคาะไม้  เคาะเหล็ก  รำมะนา  เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดจินตนาการความคิดสร้างสรรค์  เรียนรู้จังหวะ  และควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเองได้  กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ  ทั้งกิจกรรมการเคลื่อนร่างกาย  การเคลื่อนไหวพื้นฐาน  การฝึกจังหวะ  การเคลื่อนไหว  เชิงสร้างสรรค์
กิจกรรมเสริมประสบการณ์
        กิจกรรมเสริมประสบการณ์  เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้  ฝึกการทำงานและอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม  ทั้งกลุ่มย่อย  และกลุ่มใหญ่  กิจกรรมที่จัดมุ่งฝึกให้เด็กได้มีโอกาส  ฟัง  พูด  สังเกต  คิด  แก้ปัญหาใช้เหตุผล  และฝึกปฏิบัติ  เพื่อให้เกิดความคิด  รวบยอด  เกี่ยวกับเรื่องที่เรียน  โดยการจัดกิจกรรมด้วยวิธีหลากหลาย  เช่นสนทนา  อภิปราย  สาธิต  ทดลอง  เล่านิทาน  เล่นบทบาทสมมติ  ร้องเพลง  ท่องคำคล้องจอง  ศึกษานอกสถานที่  เชิญวิทยากรให้ความรู้
กิจกรรมสร้างสรรค์
        กิจกรรมสร้างสรรค์  เป็นกิจกรรมที่ช่วยเด็กให้แสดงออกทางอารมณ์  ความรู้สึก  ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  และจินตนาการโดยศิลปะต่าง ๆ เช่นการวาดภาพ  ระบายสี  การปั้น  การฉีก  ตัด ปะ  การพิมพ์ภาพ  การประดิษฐ์  การพับ ฯลฯ  ที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์  การรับรู้เกี่ยวกับความงาม  และส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กแต่ละคนได้แสดงออกตามความรู้สึก  และความสามารถของตนเอง
กิจกรรมเสรี 
        กิจกรรมเสรีเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กเล่นอิสระตามมุมการเล่นหรือศูนย์การเรียน  ที่จัดไว้ภายในห้องเรียน  เช่นมุมบล็อก  มุมหนังสือ  มุมวิทยาศาสตร์  หรือมุมธรรมชาติ  มุมบ้าน  มุมร้านค้า  เด็กมีโอกาสเลือกเล่น อย่างเสรีตามความสนใจ  และความต้องการของเด็ก  ทั้งเน้น รายบุคคล  และกลุ่มย่อยเพื่อพัฒนาเด็กให้รู้จักคิดวางแผน  และมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน  ครู  และสิ่งแวดล้อม
กิจกรรมกลางแจ้ง
        กิจกรรมกลางแจ้ง  เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้มีโอกาสออกไปนอกห้องเรียนเพื่อออกกำลัง  เคลื่อนไหวร่างกาย  และแสดงออกอย่างอิสระ  โดยยึดความสนใจ  และความสามารถของเด็กเป็นหลัก  กิจกรรมที่ควรจัดเช่น  เครื่องเล่นสนาม  การเล่นน้ำ  เล่นทราย  การเล่นสมมติ  เล่นอุปกรณ์กีฬา  การเล่นเกม  การละเล่น  เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่  กล้ามเนื้อเล็กให้เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วว่องไว
เกมการศึกษา
        เกมการศึกษา  เป็นเกมการเล่นที่ช่วยพัฒนา  สติปัญญา  มีกฎเกณฑ์กติกาง่าย ๆ เด็กสามารถเล่นคนเดียว  หรือเล่นเป็นกลุ่มได้  ช่วยให้เด็กรู้จักสังเกต  คิดหาเหตุผล  และเกิดความคิดรวบยอด  เกี่ยวกับสี  รูปร่าง  จำนวน  ประเภท  และความสัมพันธ์เกี่ยวกับพื้นที่  ระยะ  เกมการศึกษาที่เหมาะสม  สำหรับเด็กวัย 3 – 6  ปี  เช่นเกมจับคู่  แยกประเภท  จัดหมวดหมู่  เรียงลำดับ  โดมิโน  ลอตโต  ภาพตัดต่อ  ต่อตามแบบ  ฯลฯ
กิจวัตรประจำวัน
        กิจวัตรประจำวัน  เป็นกิจกรรมที่ฝึกให้เด็กได้ใช้ทักษะเกี่ยวกับการช่วยเหลือตัวเอง  และพัฒนาลักษณะนิสัยที่ดีงาม  ให้เด็กฝึกปฏิบัติตนเองอย่างมีระบบ  ซึ่งเป็นรากฐานของการเคารพ  กฎ  กติกา  ระเบียบสังคม  จะช่วยพัฒนาเด็กตามวัย  ครบทุกทาง  ตามความแตกต่างของเด็กแต่ละคน
        กิจกรรมจะเกิดขึ้นจากความเห็นของทุกคน  ที่จะช่วยกันเพื่อส่วนรวม  เช่นการเข้าแถว  การวางรองเท้า  การไปห้องน้ำ  การเก็บที่นอน  การเปลี่ยนชุดนอน  การรับประทานอาหาร  ฯลฯ

สื่อและแหล่งเรียนรู้
          โรงเรียนจัดให้มีห้องศูนย์สื่อซึ่งเป็นสื่อที่ได้จากการจัดซื้อ  จัดหา เช่น  หนังสือนิทาน  เกมการศึกษา  ของเล่น  เครื่องดนตรี  เครื่องกีฬา  ฯ สื่อประเภทที่ครูผู้สอนเป็นผู้จัดทำ  เช่น  สื่อประจำหน่วยการเรียนรู้  สื่อที่ได้รับจากการบริจาคจากผู้ปกครอง  เช่น  ตุ๊กตา  เครื่องมือ  เครื่องใช้  เสื้อผ้า  ที่เป็นของจริง  สื่อวัสดุธรรมชาติจากชุมชน  นอกจากนั้นยังจัดให้เด็กมีโอกาสใช้สื่อประเภทเทคโนโลยีอาทิ  เครื่องเล่นเทป  วีดิทัศน์  โทรทัศน์วงจรปิด  คอมพิวเตอร์  และสื่อที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น
 เด็ก ๆจะได้เรียนรู้จากสื่อที่มีความหลากหลายและได้เรียนรู้ทั้งในห้องเรียน  นอกห้องเรียนและในชุมชน  เพื่อเน้นให้เด็กสร้างองค์ความรู้ที่เกิดจากการได้ลงมือปฏิบัติตามปรัชญาของโรงเรียน

การประเมินพัฒนาการ
หลักการประเมินพัฒนาการ
1.      ประเมินพัฒนาการของเด็กครบทุกด้านและนำผลมาพัฒนาเด็ก
2.      ประเมินเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องตลอดปี
3.      สภาพการประเมินควรมีลักษณะเช่นเดียวกับการปฏิบัติกิจกรรมประจำวัน
4.      ประเมินอย่างเป็นระบบมีการวางแผนเลือกใช้เครื่องมือและจดบันทึกไว้เป็นหลักฐาน
5.      ประเมินตามสภาพจริงด้วยวิธีการหลากหลายเหมาะกับเด็ก  รวมทั้งใช้ข้อมูลหลาย ๆด้าน  ไม่ควรใช้การทดสอบ
วิธีการประเมิน
        จัดให้มีการประเมินพัฒนาการเด็กทุกด้านโดยใช้
-          การสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของเด็ก
-          การสัมภาษณ์  สนทนา  ซักถามเด็ก
-          การสัมภาษณ์  สนทนา  ซักถามผู้ปกครอง
-          การตรวจผลงาน  ประเมินชิ้นงานอย่างต่อเนื่อง
-          การจัดนิทรรศการแสดงผลงาน
เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน
-          แบบสำรวจจากพฤติกรรมของเด็ก
-          แบบบันทึกการเลือกเล่นตามมุม
-          แบบบันทึกสุขภาพ
-          แบบสัมภาษณ์
-          แบบสังเกตพฤติกรรม
               ฯลฯ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น